postposttoday ลงประกาศฟรี

ผู้เขียน หัวข้อ: LED TV เป็นยังไง มีกี่ชนิด  (Read 12 times)

mainertimoteo

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 17
    • ดูรายละเอียด
LED TV เป็นยังไง มีกี่ชนิด
« เมื่อ: ก.พ. 10, 2019, 03:04 PM »
หลายคนบางครั้งก็อาจจะได้ ยินคำว่า LED จ้ะ คลับคล้ายว่าจะเป็นหลอดไฟฟ้า ซึ่งก็แน่นอนค่ะเป็นความเข้าใจที่ถูกแล้ว LED ย่อมาจาก Light Emitting Diode ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแสงสว่าง เรียกว่า จิ๋ว{แต่|แต่ว่าแจ๋ว ทั้งที่หลอดเล็กแต่ให้พลังงานไฟสูงนั่นเองจ้ะ หลอดLEDเป็นตัวกำเนิดแสงสว่าง และมี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว มี 3 สีก็คือ สีแดง สีน้ำเงิน และก็สีเขียว Hybrid ตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอดแอลอีดีส่งลอดผ่านออกมาเป็นสีสันต่างๆนั่นเอง ในส่วนของ LED TV ก็คือโทรทัศน์ที่แปลงจากการใช้หลอด ccfl มาเป็นหลอดไฟ แอลอีดี ซึ่งหลอด ccfl ก็คือ LCD TV นั่นเองค่ะ 


ประสิทธิภาพของทีวีแอลอีดีจิ๋วแต่แจ๋ว


มาดูกันที่เรื่องของความสามารถของ LED TV กันบ้างค่ะ อย่างที่บอกค่ะว่าทีวีประเภทนี้เป็นโทรทัศน์ที่ใช้หลอดเล็ก แต่ว่าประสิทธิภาพคับแก้วในหลายๆแง่ อาทิเช่น ความสว่าง ระดับ 8 สีสันระดับ 9 ระดับสีดำระดับ 9 อัตราการกินไฟระดับ 10 ความบางระดับ 9 ระดับราคาระดับโลก ก็เลยถือได้ว่าเป็นราคาที่ถูกกว่าในรุ่น LCD TV จ้ะในเรื่องของความคุ้มค่าถึงแม้เครื่องจะแพงกว่าแต่โดยรวมแล้วค่าไฟในระยะยาวถูกกว่ามากมายเลยทีเดียวนะค่ะ ว่ากันว่าคุณภาพของทีวีแอลอีดีอยู่ที่ระดับ 9 เต็ม 10 นั่นเองจ้ะ
คุณสมบัติที่ทำให้หลอดแบบLED สามารถให้แสงไฟได้ดีมากว่า โดยที่ใช้ไฟน้อยกว่านั้นก็คือLED เป็นต้นกำเนิดไฟที่มีคุณภาพ รวมทั้งที่สำคัญด้วยขนาดหลอดที่เล็กทำให้ LED TV มีความบางมากยิ่งกว่า TV โดยปกติที่ใช้หลอด ccfl Black Light ถึงแม้ว่าราคาของตัวเครื่องทีวีแอลอีดีจะสูงมากยิ่งกว่าโทรทัศน์ LCD แต่ในเรื่องของอัตราการกินไฟนับได้ว่าถูกกว่ามากๆ ด้วยเหตุนี้ในระยะยาวจัดว่าคุ้มมากเลยทีเดียวล่ะค่ะ
ชนิดของ LED TV

1. EDGE LED เป็นทีวีแอลอีดีชนิดที่วางหลอดLEDไว้ตามขอบของทีวีค่ะ ทั้งในส่วนของขอบบนขอบล่าง ขอบซ้ายขอบขวาของทีวี ซึ่งแสงจากขอบพวกนี้ก็จะยิงเข้ามากึ่งกลางจอทีวีซึ่งมีจุดเด่นตรงที่ว่ามีความบางกว่า LCD TV โดยธรรมดา เนื่องจากหลอดLEDจะอยู่เพียงแค่ข้างๆจ้ะ ส่วนอีกประเด็นก็คือการประหยัดไฟอย่างแน่นอนอยู่แล้วล่ะจ้ะ แต่หน้าจอชนิดนี้ก็จะมีข้อเสียอยู่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับLEDแบบแอลอีดี คือไม่อาจจะทำ Local dimming หรือที่เรียกว่าเปิดปิด


 
2. FULL LED ประเภทที่ 2 นี้พวกเราเรียกว่า Full LED ซึ่งจะมีการวางหลอดLEDเป็นแผงอยู่ด้านหลังของจอจ้ะ ซึ่งครั้งคราวก็จะเรียกว่า Direct LED ด้วยการที่มีหลอดไฟอยู่ทางข้างหลังเป็นแผงคอยล์ให้กำเนิดแสงสว่างจะมีจุดเด่นของทีวีชนิด Full LED แบบนี้ก็คือสามารถ ทำ Local dimming หรือกระทำการเปิดปิดหลอดLEDเป็นกลุ่มหรือเฉพาะจุดได้อย่างอิสระ อาทิเช่น ทางด้านซ้ายเป็นสีดำ ด้านขวาเป็นสีขาวหลอดไฟ แอลอีดี แบล็คไลท์รอบๆทางซ้ายก็จะปิดเพื่อทำให้สีดำที่อยู่รอบๆทางด้านซ้ายจอนั้นดำสนิทนั่นเองและก็ในกรุ๊ปของLEDแบล็คไลท์ทางด้านขวาก็จะเปิดขึ้นเพื่อให้แสงสว่างสามารถลอดออกมาเป็นสีขาวได้จ้ะ มีจุดเด่นก็ต้องมีข้อเสียอยู่ด้วยเหมือนกันค่ะ แต่ว่าเป็นเพียงแค่ข้อเสียเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นก็คือ ความหนาของตัวเครื่องที่มีมากยิ่งกว่าชนิดแรกนั่นเอง เนื่องจากว่าการที่จะต้องใช้หลอดไฟฟ้าหลายตัวไว้ด้านหลังของจอภาพทำให้โทรทัศน์ทำให้มีความหนามากขึ้นกว่าโทรทัศน์ธรรมดาจ้ะ




3. RGB LED ทีวีแอลอีดีจำพวกที่ 3 ค่ะจะใช้หลอดไฟแอลอีดีสีแดง สีเขียว สีน้ำเงินเป็นแผงอยู่ข้างหลัง นับว่ากลุ่มนี้เป็นตัวท็อปของ LED TV ในตอนนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งแนวทางการทำงานของทีวีจำพวกนี้ในเรื่องเกี่ยวกับการให้กำเนิดแสงสว่างก็จะคล้ายกับ ทีวีจำพวก Full LED แต่มีสิ่งที่แตกต่างที่ดีมากกว่าตรงที่แทนที่จะใช้หลอดLEDสีเดียว ซึ่งใน Full LED จะใช้สีขาวสำหรับในการให้กำเนิดแสง แต่สำหรับในกรุ๊ปของ RGB LED นี้จะใช้หลอดแอลอีดี ที่มีแม่สีถึง 3 สีนั้นคือสีแดง สีเขียว สีน้ำเงินในการให้กำเนิดแสงสว่างแทนนั่นเองซึ่งหลอดไฟฟ้าทั้ง 3 สีนี้เมื่อแยกการทำงานกันอย่างอิสระจะมีผลทำให้การผลิตสีที่ดีขึ้น เพราะว่าแสงสว่างต้นขั้วออกมาเป็นแม่สีตั้งแต่ทีแรกค่ะ ความถูกต้อง ความคมชัดของสีก็เลยมีมากเพิ่มขึ้นทำให้อรรถรสสำหรับการดูทีวีของพวกเรามีมากขึ้นตามไปด้วย ตลอดจนความสามารสำหรับเพื่อการไล่เฉดสีรวมทั้งมิติของภาพก็ดีขึ้นตามไปด้วยจ้ะ จากวิธีการดังกล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้นี้แล้ว ก็เลยนับได้ว่าเป็น LED TV ที่ยอดเยี่ยมก็ว่าได้ แล้วก็ด้วยคุณลักษณะที่ดีเลิศพวกนี้ก็ย่อมทำให้ต้นทุนของทีวีประเภทนี้มีราคาที่สูงกว่าความสามารถในการทำ Local dimming หรือการเปิดปิดไปเป็นกรุ๊ปๆได้อย่างอิสระ เพื่อให้ได้ที่สีดำที่ดำสนิทแล้วก็คอนทราสที่มากขึ้นก็มีเช่นเดียวกันกับทีวีจำพวกที่ 2 ส่วนจุดด้อยของกลุ่มนี้ก็จะอยู่ที่ราคาที่ค่อนข้างสูงมากยิ่งกว่าตัวอื่นๆนั่นเองล่ะค่ะ